รีวิวภาพยนตร์ The Last Days of American Crime : ปล้นสั่งลา 

 

The Last Days of American Crime : ปล้นสั่งลา ดัดแปลงมาจาก​ นิยายภาพเรื่อง Deadly Class ที่เขียนโดย ​ริค​ เรเมนเดอร์ เเละ​เกรก​ ท็อกชีนี่​ ภาพยนตร์แนว แอ็คชั่น ผจญภัย ไซไฟ กำกับ​โดย โอลิเวอร์​ เมกาทัน​

 

เป็นเรื่องราว ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เตรียมรับมือ กับการก่อการร้าย และอาชญากรรม ขั้นสุดท้าย โดยใช้ เทคโนโลยี ชนิดใหม่ ที่จะ มีการปล่อย

สัญญาณเสียง ที่ป้องกัน ไม่ให้ ผู้ที่จงใจ จะก่อ คดีอาชากรรม ร้ายแรงใด ๆ ให้หยุดชะงัก ในทันที

แกรห์ม บริก ( รับบทโดย Édgar Ramírez ) อาชญากรชื่อดัง ก็ได้ ร่วมมือกับ เควิน แคช ( รับบทโดย Michael Pitt ) ลูกหลานมาเฟียชื่อดัง

และเชลบี้ ดูพรี ( รับบทโดย Anna Brewster ) แฮ็กเกอร์ใต้ดิน

ก่อการปล้น ครั้งสำคัญ แห่งศตวรรษ และอาชญากรรม ครั้งสุดท้าย ในประวัติศาสตร์อเมริกา ก่อนสัญญาณนี้ จะดับลง

 

The Last Days of American Crime

 

The Last Days of American Crime ถ้าอ่านพล็อต กับดูตัวอย่าง นี่ต้องบอกเลย ว่าแอบว้าว เพราะเป็นส่วนผสม ที่น่าสนใจมาก ของแนว

อาชญากรรม กึ่งไซไฟ ดิบเถื่อน มีบางส่วน ดูคล้าย The purge ภาพยนตร์ชุดคล้าย ๆ กัน

ว่าด้วยกฎหมาย ลดทอน อาชญากรรม ของอเมริกา ด้วยการให้ คนปลดปล่อย ฆ่ากัน ในคืนเดียว และด้วย ความทำมาจากนิยายภาพ ชื่อดัง

มาก่อนแล้ว ยิ่งการันตี ได้ว่า ไม่น่าพลาด

แต่กลายเป็นว่า ตัวเรื่องจริง กลับทำได้ไม่ถึง แม้พล็อต จะดูดุดัน แบบเหลืออีกแค่ไม่กี่วัน ก็จะเป็นเส้นตาย อาชญากรรม ทั่วอเมริกาแล้ว แต่เรื่องกลับ โหมโรง แบบอ้อยอิ่ง ลากยาว

ตั้งแต่ แนะนำตัวละครหลัก ทั้ง 3 คน รวมถึง ตัวละครสมทบอื่น อีกหลายตัว ในตอนแรก หนังใช้เวลา วนไปวนมา กับส่วนเกิน จากพล็อต

เรื่องหลัก ที่คนคาดหวัง ว่าหนัง จะบู๊มันส์แน่ๆ ไปกว่า 1 ชั่วโมง จากเวลารวม 2 ชั่วโมง 28 นาที

ซึ่งตัวเนื้อหา ช่วงนี้ ที่เอาจริง ๆ สามารถตัดสั้น กว่านี้ สักครึ่งชั่วโมง ก็ยังได้ เพราะไม่ได้สำคัญ อะไรมากนัก ไม่ได้มีช่วง วางแผน ให้น่าสนใจ

เรียกว่า เปิดมา มีแผนปล้น แบบง่าย ๆ กางรอไว้แล้ว แค่พระเอก จะทำไม่ทำ แค่นั้น

หลังพ้นชั่วโมงแรก ตัวเรื่อง ถึงค่อยเข้าสู่ ช่วงแอ็กชั่น ของ 2 ตัวละครนำ บริก กับ แคช ตะลุยเมือง หาของ มาช่วย ในแผนปล้น จนไปถึง ช่วงปล้น

ไฮไลท์สุดท้าย ของเรื่อง

ซึ่งก็ดุเดือด มีความโหด รุนแรง สะใจคอหนัง แนวนี้ ได้อยู่ แต่กลับ มีความไม่สมเหตุผล ประหลาด ๆ ปนอยู่ แทบทุกฉาก อย่างโดนยิง เข้าท้อง

เต็ม ๆ แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ก็เดินปร๋อ เหมือนคนปกติ หน้าตาเฉย

หรือฉากตัวร้าย จับพระเอกได้ แล้วราดน้ำมันรอบ ๆ ตัว จุดไฟเผา กะฆ่าเต็มที่ แต่กลับ ไม่ราดน้ำมัน ไปที่ตัวพระเอกเลย จนพระเอก สามารถ หนีออกมาได้

พระเอกขับรถ แหกด่านตำรวจ ที่รุมยิงถล่ม แต่กระจกรถ ไม่แตกสักบาน แถมยังพ้นด่านไป ก็ไม่ขับรถ ไล่ตามมาเลย สักคัน เหมือนแค่ตั้งใจ จะโชว์แอ็กชั่น ตัดเป็นฉาก ๆ

โดยไม่มี ความต่อเนื่อง ของฉาก ให้สมเหตุผล ซึ่งแอ็กชั่น ไม่สมเหตุผล พวกนี้ มีไป จนจบเรื่อง จนดูแล้ว ไม่อิน ไม่ลุ้น ไปกับเรื่อง ออกแนว แอคชั่นแห้ง ๆ ดูให้จบเรื่อง ไปเท่านั้น

แต่ยังดี ที่ตัวเรื่อง เครื่องส่งสัญญาณ หยุดอาชญากรรม ที่เป็นจุดขาย ของเรื่อง ถูกใส่เข้ามา รองรับเนื้อเรื่อง ได้ดีอยู่ ตัวเรื่อง ใช้จุดนี้ ให้เป็น ปมสำคัญ

ท้ายเรื่อง ได้ดีพอ สมควร โดยให้ ฝ่ายตำรวจ มีตัวบล็อคสัญญาณนี้ ฝังไว้ ในหัว ทำให้ ใช้ปืน กับความรุนแรงได้ ในขณะที่ คนทั่วไป ไม่สามารถ

ขยับตัว ได้เลย ถ้ามีความคิด ก่ออาชญากรรม ซึ่งก็เหมือน ถูกมัด ร่างกาย ไว้ให้ เป็นเป้านิ่ง แต่ก็มี ทางแก้สัญญาณนี้ บอกใบ้ ไว้แล้ว ตั้งแต่ช่วงแรก ของเรื่อง

และถูกหยิบมา ใช้ใน ตอนจบ รวมถึง ชี้ให้เห็น ด้วยว่า ถึงแม้ มีระบบ ที่แม้ แนวคิด จะดี แค่ไหน แต่ถ้า ถูกคน นำไปใช้ ในทาง ที่ผิด ก็กลายเป็น

เรื่องเลวร้าย ได้เช่นกัน ไฮโลออนไลน์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *